แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ maths from light แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ maths from light แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

จุด จำนวน และัวัตถุแห่งการคิด กับคณิตศาสตร์แห่งแสง(ตอนที่ 6)

However, Albert Einstein stated that "as far as the laws of mathematics refer to reality, they are not certain; and as far as they are certain, they do not refer to reality."

ยกตัวอย่าง
กรณีปัญหาของเซโน เรื่อง กระต่ายกับเต่าวิ่งแข่งกัน

สมมติให้  ขณะออกวิ่งนั้น เต่านำหน้ากระต่ายอยู่ 80 เมตร และวิ่งด้วยความเร็ว 20 เมตร/วินาที ส่วนกระต่ายวิ่งด้วยความเร็ว 60 เมตร/วินาที  ถามว่า กระต่ายวิ่งทันเต่าเมื่อเวลาผ่านไปเท่าใด

คำตอบ...

เนื่องจาก  ความหมายของกระต่ายวิ่งทันเต่าก็ืคือ ทั้ง 2 วิ่งได้ระยะทางเท่ากัน เขียนเป็นสมการดังนี้
ระยะทางของกระ่ต่าย = ระยะทางของเต่า
vt(กระต่าย) = 80+ vt(เต่า)
60t=80+20t
    t=2 วินาที
นั่นคือ ณ เวลา t=2 วินาที กระต่ายวิ่งทันเต่าพอดี

พิสูจน์
กระต่ายวิ่งได้ระยะทาง    60*2=120 เมตร
เต่าวิ่งได้ระยะทาง    80+20*2=120เมตร

คำอธิบายข้างต้นของฟิสิกส์ที่วางบนรากฐานคณิตศาสตร์ปัจจุบันต้องเผชิญปัญหา เมื่อต้องไปอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับกาละ-เทศะ ยิ่งใช้คณิตศาสตร์อธิบาย ฟิสิกส์ก็ยิ่งห่างไกลความจริงออกไปทุกที ดังคำกล่าวของไอน์สไตน์ข้างต้นที่ว่า "as far as they are certain, they do not refer to reality"
นั่นเป็นเพราะว่าฟิสิกส์ต้องจำใจยอมรับวิธีคิดทางคณิตศาสตร์ ในกรณีนี้คือ จุดของสถานที่ และเวลาที่เชื่อว่าสามารถแสดงผ่านจำนวนจริงบนเส้นจำนวนได้ ไม่ว่าจำนวนนั้นจะเป็นจำนวนตรรกยะหรืออตรรกะ เช่น ค่าไพ ก็ตาม

ซึ่งรากฐานคณิตศาสตร์แบบนี้ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางฟิสิกส์ ที่กาละ-เทศะมีความต่อเนื่อง และไม่สามารถแบ่งหรือตัดให้ขาดออกจากกัน  

ดังนั้นการที่คณิตศาตร์ตัดความต่อเนื่องให้ขาดเหลือเพียงตัวเลขกลมๆเช่น t=2 s  s=120m v=60 m/s เหล่านี้เป็นผลที่เกิดจากตรรกะทางคณิตศาสตร์ หรือ mathematical logic ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพียง logical truths อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สัตภาวะที่แท้จริงของฟิสิกส์แต่อย่างใด

นั่นเป็นเพราะว่า เกิดจากมรดกตกทอดของคณิตศาสตร์ที่ไปบิดเบือนสภาพที่แท้จริงในโลกแห่งฟิสิกส์ เพราะคณิตศาสตร์เกิดจากประสบการณ์เกี่ยวกับวัตถุของมนุษย์...เป็นการคิดที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่เรียกว่า "วัตถุเชิงประสบการณ์"

In mathematics, intuitionism is a program of methodological reform whose motto is that "there are no non-experienced mathematical truths" (L.E.J. Brouwer). From this springboard, intuitionists seek to reconstruct what they consider to be the corrigible portion of mathematics in accordance with Kantian concepts of being, becoming, intuition, and knowledge. Brouwer, the founder of the movement, held that mathematical objects arise from the a priori forms of the volitions that inform the perception of empirical objects. (CDP, 542)

Rather than focus on narrow debates about the true nature of mathematical truth, or even on practices unique to mathematicians such as the proof, a growing movement from the 1960s to the 1990s began to question the idea of seeking foundations or finding any one right answer to why mathematics works. The starting point for this was Eugene Wigner's famous 1960 paper The Unreasonable Effectiveness of Mathematics in the Natural Sciences, in which he argued that the happy coincidence of mathematics and physics being so well matched seemed to be unreasonable and hard to explain.

นั่นคือ กาละ-เทศะในทางฟิสิกส์ถูกทำให้กลายเป็นควอนตัม(ผ่านการตีความของคณิตศาสตร์) ทำให้สุดท้ายแล้วฟิสิกส์ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของคณิตศาสตร์

แต่เมื่อมนุษย์ ต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่มีประสบการณ์เช่น ความต่อเนื่องของกาละ-เทศะ ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่ง(ในสายตาของคณิตศาสตร์) แต่เป็นจริงในแวดวงฟิสิกส์
ความต่อเนื่องของกาละ-เทศะ ย่อมทำให้คณิตศาสตร์แบกรับปัญหาใหญ่หลวง คือ ต้องรับใช้และอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงในแบบที่มือของตนเอื้อมไปไม่ถึง สุดท้ายแล้วคณิตศาสตร์ก็ตกม้าตาย คือ ยากที่จะอธิบาย(hard to explain)ความจริงทางฟิสิกส์ พูดสั้นๆแบบไม่เกรงใจคือ "อธิบายไม่ได้"

ดังนั้นปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในระบบคิดของคณิตศาตร์นี้ ทำให้ฟิสิกส์ต้องกลายเป็น "ลิงติดแห" เมื่อต้องยืมคณิตศาตร์มาช่วยแก้ปัญหาว่าด้วยความต่อเนื่องของกาละ-เทศะ  ดังที่เซโนแห่งอีเลียแกล้งถามยั่วเอาไว้เมื่อ 2500 กว่าปีที่ผ่านมา...นั่นคือ ความต่อเนื่องแบ่งได้หรือไม่?

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะรากฐานของคณิตศาสตร์ถูกสร้างมาจากควอนตัมล้วนๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า 1 ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด อย่างน้อยๆในอารยธรรมกรีกโบราณก็เคยสงสัยและถามถึงสิ่งที่เรียกว่า 1 มาก่อน แสดงว่าความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับ 1 นั้น เป็นเรื่องซับซ้อนมาก  

In the real number system, 1 can be represented in two ways as a recurring decimal: as 1.000... and as 0.999... (q.v.).

Formalizations of the natural numbers have their own representations of 1:
in the Peano axioms, 1 is the successor of 0;

in Principia Mathematica, 1 is defined as the set of all singletons (sets with one element);
the Von Neumann representation of natural numbers, 1 is defined as the set {0}.

1 is the empty product.

ขณะเดียวกันการยอมรับอย่างง่ายดายว่า 1 เป็นจุดเริ่มต้นของการนับ และเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของคณิตศาสตร์เรื่อยมา โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามเลยว่าระบบคิดของมัน-คณิตศาสตร์-สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด และหรือมันมีปัญหา อย่างที่ไอน์สไตน์สงสัย?

เรามาพิจารณา 3 กรณี ตัวอย่างต่อไปนี้

1 เวลาเป็นควอนตัม แต่ระยะทางต่อเนื่อง

กระต่ายวิ่งได้ระยะทาง    60pi*2=120pi เมตร
เต่าวิ่งได้ระยะทาง    80pi+20pi*2=120piเมตร
นั่นคือ หากเราพยายามกำหนดให้เวลาเป็นควอนตัม(ไม่ต่อเนื่อง) คือ มีจุดของเวลา เราจะถูกบังคับให้ต้องไปค้นหาตำแหน่งของเทศะ ซึ่งเราไม่มีทางบอกหรือวัดได้ว่าปลายสุดของค่าไพอยู่ที่ใด รู้แต่เพียงว่ามันมีอยู่ และอยู่ที่นั้นบนเส้นจำนวนแห่งกาละ-เทศะ

2 เวลาเป็นสิ่งต่อเนื่อง แต่ระยะทางเป็นควอนตัม

กระต่ายวิ่งได้ระยะทาง    60i*2=120 เมตร ณ เวลาผ่านไป 2pi วินาที= 2*3.14159265... วินาที
เต่าวิ่งได้ระยะทาง    80+20*2=120 เมตร เมื่อเวลาผ่านไป 2pi วินาที= 2*3.14159265...วินาที
นั่นคือ หากต้องการจุดแน่นอนบนเทศะ เราจะถูกบังคับให้ต้องวัดเวลาในหน่วยวินาที ที่มีทศนิยมไม่รู้จับ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันกระทำได้เลย...ดังนั้นเมื่อเราไม่มีทางวัดเวลาแบบนี้ได้ เราจึงต้องกำหนด df ของเวลา ซึ่งเป็นวิธีการลดทอนสัตภาวะของกาละ ลงมาให้เป็นความจริง(ตีความผ่าน df) ลดทอนเทศะลงมาให้เหลือในระดับที่มนุษย์เข้าใจได้และวัดได้ นั่นเอง

3 เวลาเป็นสิ่งต่อเนื่อง และระยะทางเป็นสิ่งต่อเนื่อง

กระต่ายวิ่งได้ระยะทาง    60pi*2=120pi เมตร ณ เวลาผ่านไป 2pi วินาที นั่นคือกระต่ายวิ่งด้วยความเร็ว 60 เมตร/วินาที  ซึ่งก็คือสิ่งเดียวกับหน่วยวัดปัจจุบันนั่นเอง
เต่าวิ่งได้ระยะทาง 80pi+20pi*2=120pi เมตร เมื่อเวลาผ่านไป 2pi วินาที นั่นคือเต่าวิ่งด้วยความเร็ว 20 เมตร/วินาที(ระยะทางนำหน้ากระต่ายขณะออกวิ่งไม่นับ) ซึ่งก็คือสิ่งเดียวกับหน่วยวัดปัจจุบันนั่นเอง

ดังนั้นคณิตศาสตร์แห่งแสง จึงเป็นขอบฟ้าใหม่ของรากฐานทางคณิตศาสตร์เมื่อต้องรับมือกับปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของกาละ-เทศะ หรือเมื่อต้องรับมือกับลัษณะของความต่อเนื่องที่เป็นควอนตัม 

คณิตศาสตร์แห่งแสงจึงเป็นรากฐานและเป็นความหวังอันสวยงามที่มนุษย์จะพิิชิตความต่อเนื่องได้ในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

จุด จำนวน และวัตถุแห่งการคิด กับคณิตศาสตร์แห่งแสง(ตอนที่ 4)

http://www.math.toronto.edu/mathnet/questionCorner/epii.html

เมื่อวันที่ไอน์สไต์สงสัยความถูกต้องของคณิตศาสตร์

In his book, Einstein-A Life, Denis Brian writes,
"[Einstein] demonstrated his cavalier attitude toward math one afternoon in a café when he and engineer Gustave Ferriere were discussing math’s rigid rules. Einstein placed five matches on the table and asked, ‘What is the total length of these five matches if each is two and a half inches long?’ ‘Twelve and a half inches,’ Ferriere replied. ‘That’s what you say,’ said Einstein. ‘But I very much doubt it. I don’t believe in mathematics.

อะไรคือสิ่งที่ไอน์สไตน์สงสัย?

ในความคิดของผม  ผมเข้าใจเอาเองว่าไอน์สไตน์สงสัยในสิ่งที่อธิบายให้คนอื่นเข้าใจตามได้ยาก แต่ก็คงมีเนื้อหาทำนองนี้ คือ(เพราะว่าผมก็สงสัยด้วยเหมือนกัน ถือว่าสงสัยร่วมกัน ก็ช่วยกันแก้ปัญหาก็แล้วกัน)

  • ก้านไม้ขีดในทางคณิตศาสตร์ยาว 2.5"เป็นสังกัป/concept เป็นหน่วยวัดในความคิด นั่นคือ เป็นเครื่องมือช่วยคิด ในทางคณิตศาสตร์
  • ความต่อเนื่อง คือ? เช่น ความยาวที่เป็นผลรวม 5*2.5" =12.5" เกิดจากการคำนวณที่อาศัยตรรกะการบวกหรือคูณของคณิตศาสตร์
  • กรณีก้านไม้ขีดที่ผลิตได้จริง ขอบเขตของ 2.5" มันอาจสิ้นสุดที่ระดับโมเลกุล อะตอม หรือควากส์(ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่แบ่งต่อไปไม่ได้อีก) เหล่านี้เป็นความยาวที่พอจะผลิต หรือวัดได้ในระดับนาโนเมตร พิโคเมตร หรืออะตอมเมตร นั่นคือเราอาจนำก้านไม้ขีดทั้ง 5 ก้านมาเรียงต่อกันในระดับพิโคเมตรได้ความยาวเท่ากับ 12.5" 
  • แต่จุดสิ้นสุดของความยาว 2.5" หรือ 12.5" อยู่ที่จุดใดที่แน่ชัดนั้น เราไม่มีทางรู้ได้...เพราะหากวัดในระดับอะตอม ปลายสุดของความยาวดังกล่าวก็คือ รัศมีของอิเลคตรอนตัวชั้นนอกสุดที่เชื่อมต่อกับอิเลคตรอนของอะตอมถัดไปของก้านไม้ขีดถัดไป ซึ่งหากอิเลคตรอน 2 ตัวเชื่อมตัวกันก็คือ การชนกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่อิเลคตรอนจะชนกันอันเกิดจากการนำมารวมตัวกัน ดังนั้นสิ่งที่ไอน์สไตน์สงสัยก็คือว่า ก้านไม้ขีดทั้ง 5 ก้านนั้น เรียงต่อกันอย่างไร? มีช่องว่างระหว่างกัน? จึงจะทำให้ความยาวรวมเท่ากับ 12.5" 
  • กรณีของเทศะ(และหรือกาละ)เราอาจอนุมานความยาวได้จากผลรวมของก้านไม้ขีด เพราะเมื่อนำก้านไม้ขีดมาเรียงต่อแนบชิดสนิทที่สุด เราอาจกล่าวได้ว่าความยาวรวม คือผลรวม(ตามตรรกะคณิตศาสตร์)ของเทศะ  5*2.5"=12.5" 
  • แต่เทศะมีธรรมชาติประการหนึ่งคือความต่อเนื่อง โดยไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยที่เล็กที่สุด ความยาวของก้านไม้ขีดเป็นเรื่องทางกายภาพของวัตถุ ไม่ได้เกี่ยวกับเทศะเลย  เพราะเทศะนั้นมีธรรมชาติที่แปลกประหลาดกว่าก้านไม้ขีดที่เป็นสสารมาก
  • สิ่งที่ไอน์สไตน์สงสัย คือว่าความยาวของก้านไม้ขีดตามโจทย์ คือในแบบเทศะที่ว่ายาว 2.5" คือ เราไม่รู้ว่าจะให้มันเริ่มต้นและสิ้นสุดที่จุดใด เพราะค่า 2.5" บอกแก่เราว่าเริ่มต้นจากจุดที่มากกว่าศูนย์(ซึ่งไม่รู้ว่าจำนวนนั้นคืออะไร มีค่าเท่าไหร?) และก้านไม้ขีดสิ้นสุดที่ 2.5"  ซึ่งจุดที่ 2.5" อยู่นั้นไม่มี(คือว่า 2.4999...(ซ้ำไม่รู้จบ)  ไม่มีวันก้าวกระโดดไปถึง 2.5" ได้เลย(เพราระจุดที่ 2.5" อยู่นั้นไม่มีขนาด)
  • สิ่งที่ไอนสไตน์สงสัยคณิตศาสตร์คือว่า คณิตศาสตร์อธิบายเทศะ(รวมทั้งกาละ)ได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด  การที่เขาไม่เชื่อ เพราะเขาเห็นปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ในคณิตศาสตร์
  • แต่มันยากในการอธิบายให้คนอื่นเห็นว่า คณิตศาสตร์ตัวมันเองมีปัญหาในการอธิบายสิ่งที่"ต่อเนื่อง"อย่างเทศะ (ซึ่งแบ่งไม่ได้) เพราะหากแบ่งแล้ว  เราไม่อาจหาจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด ทั้งการแบ่งเทศะจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ มันแบ่งได้ไม่สิ้นสุด ขณะที่มันเป็นสิ่งจำกัด(เพราะถูกเราตัดหรือกำหนดแบ่งไว้แล้ว) นั่นคือ การกำหนดจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดนำเราไปสู่กับดักอันใหม่  เรื่องการแบ่งได้ไม่สิ้นสุด(ซึ่งเซโนแห่งอีเลีย ได้ตั้งคำถามปัญหาเกี่ยวกับความต่อเนื่องไว้มากกว่า 2500 ปีแล้ว)
สิ่งที่ไอน์สไตน์สงสัย ก็คือปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของกาละ-เทศะนั่นเอง
เขาสงสัยว่าคณิตศาสตร์ปัจจุบันสะท้อน หรืออธิบายความจริงเกี่ยวกับกาละ-เทศะได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด  และเขาสรุปว่าเขาไม่เชื่อว่าคณิตศาสตร์ปัจจุบันสามารถอธิบายกาละเทศะให้ถูกต้องได้  ดังประโยคอมตะที่ว่า but I very much doubt it. I don't believe in mathetics.

ดังนั้นปมปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง ซึ่งมีมายาวนานกว่า 2500 ปี ตราบถือยุคไอน์สไตน์ และปัจจุบัน ก็ยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจให้แก่คำถามนี้เลย

ทางออก?

สมมติว่าเราแทนเส้นจำนวนด้วยเทศะ(และหรือกาละ)  เราจะพบว่าเส้นตรงนี้จะมีความต่อเนื่อง
เราจะไม่นิยามว่า เส้นตรง คือเซตทางเดินของจุด เพราะเราไม่มีจุดในจินตนาการแบบเดิมๆอีกต่อไป

หากเรามองว่า  เส้นจำนวนนี้มีความต่อเนื่อง  การจะกำหนดว่าจุดใดเป็นจุดเริ่มต้น และ 1 อยู่ ณ ตำแหน่งใดเป็นเรื่องยากที่สุด และทำไม่ได้เลย เพราะจุดที่ 1 ตั้งอยู่นั้นไม่มีขนาด เมื่อไม่มีขนาดก็คือ 1 นั้นลอยอยู่บนเส้นจำนวน หาตำแหน่งหรือที่ลงให้กับ 1 ไม่ได้

แต่หากเราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ นั่นคือ หากเราสมมติกำหนดให้ 1 เป็นจำนวนเท่าของค่าπ จุดที่ 1 อยู่บนเส้นจำนวน(การวัดระยะให้ได้เท่ากับไพแล้วกำหนดให้เป็น 1 หน่วย) ก็คือ จุดที่ 3.14159265...นั่นคือ ปลายสุดของ 1 อยู่ที่นั่น being there 

และเนื่องจากเป็นการยากที่จะกำหนดจุดเริ่มต้น(origin) ดังนั้น
หากเราต้องการพลอต(plot)กาละหรือเทศะ ให้อยู่ในรูปของระบบเ้้ส้นจำนวน ที่มีแกนนอน(x) และแกนตั้ง(y) ก็สามารถกระทำได้ัดังนี้
นั่นคือ เริ่มแรกเราก็จะมีตำแหน่งของจุดเริ่มต้น คือ 1(ซึ่งก็คือ 1π) ถัดจากนั้นก็จะเป็น 2(เช่นเดิมคือ 2π)
และเป็น 3,4,5....infinity หากเราต้องการให้มีจุดเริ่มต้น ณ ตำแหน่งใด เราก็เลื่อนแกน y ไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ เพราะแกนyจะไปสร้างกรอบอ้างอิง(reference)ว่า ณ จุดใดเป็นจุดเิริ่มต้น เช่น เราเลื่อนให้แกน yไปเริ่มต้น ณ ตำแหน่ง 3(ก็คือ 3π) ดังนั้นทางขวาของจุดเริ่มต้นนี้ หรือ 4(ก็จะกลายเป็น1) 5(ก็จะกลายเป็น2) เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆถึง infinity ขณะที่ทางซ้ายมือของจุดเริ่มต้น หรือเริ่มจาก 2(ก็จะกลายเป็น-1) 3(ก็จะกลายเป็น-2) เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กระทั่งถึง infinity

ดังนั้นตำแหน่งหรือจัดที่ตัดกันของแกน และแกน ก็คือ จุดเริ่มต้น ซึ่งกล่าวไม่ได้ว่า คือจุด หรือไม่ กล่าวได้แต่เพียงว่าเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเส้นจำนวนนี้มีความต่อเนื่อง

(แต่หากจะกำหนดว่าเป็นจุด(0,0) ก็เพื่อความสะดวกในแง่กระบวนการสอนหรือการคิดเท่านั้นเอง แต่จุด(0,0) มิใ่ช่ภาพสะท้อนอันแท้จริงของสัตภาวะของกาละ-เทศะแต่อย่างใด)

อย่างไรก็ตาม เราอาจตัดให้เส้นจำนวน(แห่กาละหรือเทศะ)นี้ขาดได้  โดยอาศัญสิ่งที่เรียกว่า ดีกรีออฟฟรีดอมหรือ degree of freedom : df

นั่นคือหาก เรากำหนดว่าจุดสิ้นสุดของค่า π ตัวแรกที่ทศนิยม 8 ตำแหน่ง คือ 3.141 592 65 จุดเริ่มต้นของค่า π ตัวถัดไปจะเริ่มต้นที่ 3.141 592 66 ซึ่งมีค่าต่างกัน 0.000 000 01 และ เราสามารถกำหนด df ณ ทศนิยมตำแหน่งที่หนึ่งล้าน  หรือ หมื่นล้านฯลฯ เท่าที่มนุษย์ต้องการหรือมีสติปัญญาจะกำหนดได้

ต่างกับระบบเดิมอย่างไร?

ดูผิวเผินเหมือนไม่แตกต่าง คือจุดสองสุดบนเส้นจำนวน เช่น 1.999 999 99...กับ 2 ห่างกัน 0.000 000 0...1 ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทศนิยม แต่ที่แตกต่างคือ ค่าπ เป็นค่าที่แน่นอนคือจ ำกัดแต่ไร้ขอบเขต ขณะที่ 1.999...ซ้ำไม่รู้จบนี้ เป็นค่าที่ไม่แน่นอนและไร้ขอบเขต

ความต่างนี้มีลักษณะพิเศษและเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะทำให้เรากำหนดได้ว่าปลายสุดของ 1 ได้ว่าอยู่ที่นั่นคือ 3.14159265... ซึ่งเป็นค่าที่แน่ชัด แต่ธรรมชาติการวิ่งเข้าไปหาค่่าที่แน่นอนของ π นั้น มีการส่ายซัดไปมาระหว่างตัวเลขทั้ง 10 ตัว(ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของอนุกรมที่ต่อเนื่องทำให้เกิดค่า่แบบสุ่ม) ขณะที่ระบบคณิตศาตร์แบบเก่าๆนั้น จะใช้เพียงค่าเดียวคือเลข 9 เท่านั้นเพื่อบรรยายให้เห็นค่าสูงสุดก่อนกระโดดไปหาค่าถัดไป  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดจากจินตนาการของมนุษย์  ซึ่งอาจผิดมากกว่าถูก และเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง เราก็จะเห็นได้ว่ามันทั้งพิการและเป็นใบ้

ดังนั้น กรณีปัญหาที่ไอน์สไตน์ยกมาข้างต้น คือ ก้านไม้ขีด 5 ก้านยาวก้านละ 2.5" 
เราพบว่า หากต้องการกำหนดลงบนเส้นจำนวนที่ 1 มีความยาวเท่ากับ 3.14159265... จะได้ดังนี้
5*2.5"*3.14159265...= 12.5*π
ซึ่งเป็นจำนวนอดิสัย เป็นจำนวนอตรรกยะ  มีจำนวนทศนิยมไม่ซ้ำและไม่รู้จบ
นั่นคือ การบอกว่า 12.5*π คือ ตัวแทนของเทศะ ที่แบ่งไม่ได้  เพราะีมีปัีญหาเรื่องทศนิยมตำแหน่งสุดท้าย นั่นเอง

ขณะเดียวกันเมื่อมีปัญหาในเรื่องขอบเขต(เพราะไร้ขอบเขต unbounded) ปัญหาเรื่องการกำหนดจุดกึ่งกลางจะทำได้?
เพราะสามัญสำนึกกล่าวว่า จุดกึ่งกลางจะหาได้ ต้องรู้จักจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเสียก่อน(ในทางปฏิบัติก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน) แต่กรณีจุดกึ่งกลางตามตามอย่างนี้ก็คือ 12.5*π หรือ 6.25*π ซึ่งเรากำหนดในทางปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่รู้ทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด  เว้นแต่กรณีเดียวเท่านั้นคือ กำหนด df เสียก่อน

ดังนั้น การแบ่งสิ่งที่จำกัดแต่ไร้ขอบเขต คือ 12.5*π ด้วยการแบ่งครึ่งออกไปเรื่อยๆนั้น ต้องยอมรับว่าเราไม่มีสติปัญญาแบ่งครึ่งได้เลยทั้งในโลกแห่งแนวคิด และยิ่งในทางปฏิบัติยิ่งทำไม่ได้เลย
 
แต่เราอาจแบ่งครึ่งได้เรื่อยๆในแง่ของสัญลักษณ์ หรือการกระทำทางคณิตศาสตร์(ซึ่งเป็นผลของตรรกะ เช่น ตรรกะทำให้ a^0=1, e^iπ = -1  หรือ a/0 หาค่าไม่ได้ เป็นต้น)

ดังนั้นโดยสรุปคือว่า  เราไม่อาจแบ่งครึ่งกาละ-เทศะ  เพราะเหตุผลสำคัญที่สุดคือ เราไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหนนั่นเอง นั่นคือ เพราะมันต่อเนื่องมันจึงไม่มีจุดเริ่มต้น หรือสิ้นสุดในแบบที่เราคุ้นชิน

แต่การพยายามแบ่ง กาละ-เทศะ ด้วยการกำหนด df เท่ากับว่าเป็นการไปลดทอนสัตภาวะ(being)ของกาละ-เทศะที่เดิมเป็นของต่อเนื่อง  ให้ลดทอนมาเป็นคณิตศาสตร์แบบพื้นฐานทั่วๆไป

ดังนั้นคณิตศาสตร์ปัจจุบันที่กำหนด ให้มีจุดของเทศะหรือกาละ เช่น 1/พ้นล้านวินาที เป็นการลดทอนความจริงเกี่ยวกับสัตภาวะของกาละ-เทศะ ให้เหลือเพียงกากหรือเศษของความจริงเกี่ยวกับกาละ-เทศะเท่านั้นเอง

ดังนั้น 12.5*π เมื่อพิจารณารูปร่างหน้าตา โดยอัตลักษณ์ของมันกล่าวแก่เราตรงๆว่า เทศะเป็นสิ่งต่อเนื่อง ตัดให้ขาดออกจากกันไม่ได้ เพราะมนุษย์ไม่รู้จุดเิริ่มต้นและไม่รู้จุดสิ้นสุดของมัน แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่ และอยู่ที่นั่น being there

ดังนั้นคณิตศาสตร์แห่งแสง ที่กำหนด1π = 1 จึงเป็นการอธิบายความต่อเนื่องของกาละเทศะ ที่เราไม่อาจตัดให้ขาดออกจากกันได้ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือที่ละเอียดสักเพียงใด ไม่ว่า นาโนเมตร(หรือวินาที) พิโคเมตร(พิโควินาที) เพราะว่า สัตภาวะของกาละ-เทศะนั้น ต่อเนื่อง และบางครั้งอาจแสดงออกว่าเป็นควอนตัมผ่านค่า 1π  ซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วย(วงกลม) ที่จำกัดแต่ไร้ขอบเขตก็ได้

คณิตศาสตร์แห่งแสง จึงเป็นรากฐานใหม่ของคณิตศาสตร์ เมื่อต้องรับมือกับปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง และหรือความเป็นควอนตัมของกาละ-เทศะ  ตลอดจนนำไปใช้กับระบบคณิตศาสตร์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ตอนต่อไป เราจะมาลองแก้ปัญหาเซโนภายใต้กรอบใหม่นี้(ตอนที่ 5)

Monday_morning.mp3 - Felicia