วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ความจริง การตีความ กับดักของตรรกะ

สสาร มวล พลังงาน และความจริง?

สสาร/matter เท่าที่รู้จัก คือมีมวล/mass  ต้องการที่อยู่  มีน้ำหนัก/weight
มวล คือปริมาณเนื้อสสาร ต้านทานการเคลื่อนที่(f=ma) นั่นคือมีมวลมากก็มีแรงเฉื่อย(inertia)มาก  มีหน่วยวัดมาตรฐานกิโลกรัม
พลังงาน คือสิ่งไม่ต้องการที่อยู่  ไม่มีน้ำหนัก

สามสิ่งนี้ สัมพันธ์กันอย่างไร

หากเรายอมรับในทฤษฎีของไอน์สไตน์ ที่ว่า มวล คือ พลังงาน ผลที่ได้มีดังนี้
มวล= พลังงาน
ปริมาณเนื้อสาร=ไม่ต้องการที่อยู่ (เอ๊ะยังไง?)
ปริมาณเนื้อสาร=ไม่มีน้ำหนัก (เอ๊ะงง?)
ปริมาณเนื้อสาร= พลังงาน (พอฟังได้)

หรือ

ต้านการเคลื่อนที่=ไม่ต้องการที่อยู่(สิ่งที่ต้านทานการเคลื่อนที่ ไม่ต้องการที่อยู่?)
ต้านการเคลื่อนที่=ไม่มีน้ำหนัก(สิ่งที่ต้านทานการเคลื่อนที่ ไม่มีน้ำหนัก?)
ต้านการเคลื่อนที่=พลังงาน(สิ่งที่ต้านทานการเคลื่อนที่ คือ พลังงาน?)

สสาร คือ พลังงาน(หากทุกสิ่งในจักรวาลนี้สัมพันธ์กัน ดังนั้นสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน แปลงกลับไปมาหากันได้ตลอดเวลา)

เขียนเป็นสมการได้ว่า
สสาร= พลังงาน
ต้องการที่อยู่=  ไม่ต้องการที่อยู่
มีน้ำหนัก= ไม่มีน้ำหนัก

มวลคือสิ่งใด และพลังงานคือสิ่งใดกันแน่?

หรือว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ การตีความ การนิยาม หรือ การสร้างความจริง(truths)ที่ตัวมันเองมีปัญหาในตัวเองและสุดท้ายแล้วความจริงนั้นกลับนำเราไปสู่ข้อสรุปที่ ผิดตรรกะ ดังที่ปรากฏใน 2  สมการสุดท้าย เพราะเหตุว่ามันผิดมาแต่ต้นคือ ผิดนับแต่เราเริ่มสร้างความจริง ผิดนับแต่เราเริ่มจากสิ่งที่ว่าตรรกะเดียว เพื่อไปอธิบายทุกสิ่ง(ซึ่งสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ)

นั่นคือ เมื่อเราพยายามเปิดเผย หรือสร้างความจริงว่าด้วยสสาร ย่อมเป็นการปกปิดความเป็นพลังงานในตัวของมันเอาไว้  และเมื่อเราพยายามใช้ตรรกะอันใดอันหนึ่งไปนิยามความเป็นพลังงานของมัน เท่ากับว่าเราไปปิดกั้นความเป็นสสารในตัวของมันเอาไว้ในทันที

นั่นเป็นเพราะว่าการสร้างความจริง(truths) คือการปกปิดความจริงในขณะเดียวกัน
(unconcealment and concealment, therefore, go together...concealment is an essential trate of unconcealment...there is no aletheia without lethe../Heidegger)

"ไม่มีการเปิดเผยใดที่ไม่ปกปิด เพราะการเปิดเผยและการปกปิดมาพร้อมกันเสมอ"

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ภพ ภูมิ ชาติ และโลก

ภพ โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์ มี ๓ คือ
       ๑. กามภพ ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ
       ๒. รูปภพ ภพของผู้เข้าถึงรูปฌาน
       ๓. อรูปภพ ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน
ภูมิ
       1. พื้นเพ, พื้น, ชั้น, ที่ดิน, แผ่นดิน
       2. ชั้นของจิต, ระดับจิตใจ, ระดับชีวิต มี ๔ คือ
           ๑. กามาวจรภูมิ ชั้นที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในกาม
           ๒. รูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป หรือชั้นของพวกที่ได้รูปฌาน
           ๓. อรูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป หรือชั้นของพวกที่ได้อรูปฌาน
           ๔. โลกุตตรภูมิ ชั้นที่พ้นโลก หรือระดับพระอริยบุคคล
ชาติ  หมายถึง การเกิด ชนิด พวก เหล่า เช่น การไปเกิดในภพนั้นๆ ก็เป็นพวกของเหล่านั้น เช่น ชาติมนุษย์ พระมหาสัตว์ในพระชาติสุดท้ายเป็นมนุษย์ เป็นต้น

โลก แผ่นดินเป็นที่อาศัย  หมู่สัตว์ผู้อาศัย
       โลก ๓ คือ
           ๑. สังขารโลก โลกคือสังขาร
           ๒. สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์
           ๓. โอกาสโลก โลกคือแผ่นดิน;
       อีกนัยหนึ่ง
           ๑. มนุษยโลก โลกมนุษย์
           ๒. เทวโลก โลกสวรรค์ ทั้ง ๖ ชั้น
           ๓. พรหมโลก โลกของพระพรหม
เราจะเห็นว่า  ภพ โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ มีเพียง ๓ คือ  ๑. กามภพ ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ ๒. รูปภพ ภพของผู้เข้าถึงรูปฌานและ ๓. อรูปภพ ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน แต่จะไม่บัญญัติว่ามีโลกุตตรภพ นั่นคือ สำหรับผู้มีภูมิจิตระดับโลกุตตรภูมิ เช่น อรหันต์ จะไม่มีภพอีกต่อไป นั่นคือไม่มีภพหรือแดนสำหรับอรหันต์ผู้ถึง นิพพาน

สี่คำนี้ คือ ภพ ภูมิ  ชาติ และโลก มีความหมายแตกต่างกัน เช่น ตามหลักฝ่ายอภิธรรม จำแนกจิตเป็น ๘๙ (หรือพิสดารเป็น ๑๒๑)
       แบ่งโดยชาติ เป็น
           อกุศลจิต ๑๒
           กุศลจิต ๒๑ (พิสดารเป็น ๓๗)
           วิปากจิต ๓๖ (๕๒) และ
           กิริยาจิต ๒๐;
       แบ่งโดยภูมิ เป็น
           กามาวจรจิต ๕๔
           รูปาวจรจิต ๑๕
           อรูปาวจรจิต ๑๒ และ
           โลกุตตรจิต ๘ (พิสดารเป็น ๔๐)
(แต่จิตจะแบ่งโดยภพไม่ได้เช่น ในภพมนุษย์ ภูมิจิตมีระดับแตกต่างกันมากในมนุษย์แต่ละคน เช่น ๑. กามาวจรภูมิ ชั้นที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในกาม  ๒. รูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป หรือชั้นของพวกที่ได้รูปฌาน ๓. อรูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป หรือชั้นของพวกที่ได้อรูปฌาน หรือ ๔. โลกุตตรภูมิ ชั้นที่พ้นโลก หรือระดับพระอริยบุคคลก็มีอยู่และอยู่ร่วมกันในภพมนุษย์นี้)

ขณะภพของพรหม หรือโลกของพรหมนั้น มี 20 ภพ ซึ่งแต่ละภพเป็นที่อยู่ของภูมิจิตภูมิธรรมระดับเดียวกันเช่น รูปพรหม หรือ รูปภพ(ภพของผู้ไปเกิดเพราะอำนาจของรูปฌานสมาบัติและตายในขณะจิตนั้น) มี ๑๖ ชั้น ตามลำดับ ดังนี้
           ๑. พรหมปาริสัชชา
           ๒. พรหมปุโรหิตา
           ๓. มหาพรหมา
           ๔. ปริตตาภา
           ๕. อัปปมาณาภา
           ๖. อาภัสสรา
           ๗. ปริตตสุภา
           ๘. อัปปมาณสุภา
           ๙. สุภกิณหา
           ๑๐. อสัญญีสัตตา
           ๑๑. เวหัปผลา
           ๑๒. อวิหา
           ๑๓. อตัปปา
           ๑๔. สุทัสสา
           ๑๕. สุทัสสี
           ๑๖. อกนิฏฐา;
นอกจากนี้ยังมี อรูปพรหม  หรืออรูปภพ(ภพของผู้ไปเกิดเพราะอำนาจของอรูปฌานสมาบัติและตายในขณะจิตนั้น) ซึ่งแบ่งเป็น ๔ ชั้น คือ
           ๑. อากาสานัญจายตนะ
           ๒. วิญญาณัญจายตนะ
           ๓. อากิญจัญญายตนะ
           ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ขณะที่ สุทธาวาส ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดหรือภพของพระอนาคามี(อริยะบุคคล) ได้แก่ พรหม ๕ ชั้นที่สูงสุดในรูปภพ คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นั่นคือ พระอนาคามีเมื่อสิ้นอายุในชาตินี้แล้ว จะไปเกิดเป็นพระพรหม ที่เรียกว่า อนาคามีพรหม และจะนิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสนั้น
หรือ กรณีการไปเกิดใน อรูปภพ อันเป็นที่อยู่ของอรูปพรหม  เช่น อาฬารดาบส และอุทกดาบส เป็นตัวอย่างของผู้สิ้นอายุแล้ว ไปเกิดเป็นอรูปพรหม เพราะได้อรูปฌานสมาบัติ เป็นต้น)

ดังนั้นคำว่า ภพ ภูมิ ชาติ และโลก จึงมีความหมายแตกต่างกัน

เช่น คำว่าอนาคามี ย่อมปรินิพพานในภพนั้น(คือปรินิพพานในรูปภพ หรือ พรหมโลกชั้นสุทธาวาส) หมายความว่า อนาคามี จะไม่มาเกิดในภพมนุษย์อีกต่อไป นี่ก็เป็นองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในศาสนาอันยอดเยี่ยมนี้(ซึ่งความหมายระหว่างบรรทัด คือ ตายแล้วไม่สูญอย่างแน่แท้  แม้ว่าอยากสูญก็ไม่สูญ  แม้ว่าไม่อยากเกิดก็ต้องไปเกิด หากไม่รู้จักวิธีดับเหตุแห่งการเกิด หรือเหตุแห่งการดับภพ)

ดังนั้นการกล่าวว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ เป็นคำกล่าวที่ถูกในแง่ของภูมิจิต คือขณะอยู่ในภพมนุษย์นี้ เขาอาจมีภูมิจิตเป็นพวกสัตว์นรก มนุษย์ เทวดา พรหม โลกุตตรภูมิ  ก็ได้)แต่ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว อันเกิดแต่ภูมิแห่งจิตนั้นๆ ยังเกาะเกี่ยวและนำไปสู่คำว่า ภพ และชาติ ด้วยในที่สุด 

นั่นคือ กรรมสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมและแสวงหาภพหรือมีภพ เป็นสัมภเวสีอยู่ร่ำไป ตราบเท่าที่ยังไม่
นิพพาน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สองนครา สามปรัชญาประชาธิปไตย

กรอบทฤษฎีของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่อธิบายปรากฏการณ์การเมืองไทยภายใต้ "สองนคราประชาธิปไตย" ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของการเมืองไทยได้ชัดเจน
คือ ทำให้เรามองเห็นว่าคนชนบทเลือกผู้แทนมา เพื่อตั้งรัฐบาล  แต่คนเมือง(หลวง)ก็ล้มรัฐบาลนั้นไปเสียทุกคราว เพราะคนชนบทมีอำนาจมากในแง่ของจำนวน แต่คนเมืองมีอำนาจมากในแง่ของ อิทธิพล ข้อมูล การเข้าถึงสื่อ ตลอดจนการอยู่ใจกลางศูนย์อำนาจการเมืองการปกครอง

กรณีความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างกลุ่มพธม. กับ นปช. คือนับแต่อดีตนายกฯสมัครเรื่อยมาตราบถึงนายกฯอภิสิทธิ์  ก็คือ ร่างทรงของการต่อสู้ ภายใต้กรอบทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยนี้ด้วยเช่นกัน 

กรณีความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่าง พธม.กับ นปช. หากพิจารณาภายใต้กรอบปรัชญาประชาธิปไตย(ไม่พูดถึงวาระซ่อนเร้นเรื่องมีเส้นหรือไม่?) เราจะพบว่ามันคือปรากฏการณ์ "สองนครา สามปรัชญาประชาธิปไตย"

นั่นคือฝ่าย พธม. และแนวร่วมยึดถือธง ความชอบธรรม คุณธรรมจริยธรรมของรัฐบาลเป็นสรณะ
ขณะที่ฝ่าย นปช.และแนวร่วมยึดถือ รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ(นิติรัฐ) และเสียงข้างมากเป็นสรณะ

เท่ากับว่าต่างฝ่ายต่างอ้างเอาคุณสมบัติบางประการของประชาธิปไตยมาต่อสู้กัน ต่างนิยามความชอบธรรมกันคนละแบบ เพื่อช่วงชิงชัยชนะมาเป็นของฝ่ายตน


(1) ปกครองด้วยกฎหมาย หรือหลักนิติรัฐ และยอมรับเฉพาะกฎหมายที่ตราโดยสภานิติบัญญัติที่มาจาการเลือกตั้ง(ไม่ยอมรับกฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหาร)
(2) หลักการเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง และในรัฐสภา  และเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย
(3) ความชอบธรรม นั่นคือรัฐบาลนั้นต้องมาจากความชอบธรรม เช่น ไม่ทุจริตการเลือกตั้ง ไม่มาจากการแต่งตั้งของทหารหรือคณะรัฐประหาร ไม่ทุจริตโกงกินงบประมาณ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ

การต่อสู้กันของทั้งสองฝ่ายภายใต้หลัก ๓ ปรัชญาประชาธิปไตย โดยที่แต่ละฝ่ายเลือกหยิบปรัชญามาเพียงข้อใดหรือหนึ่ง คือ เลือกกล่าวถึงปรัชญาเพียงบางส่วนของ ๓ ปรัชญานี้ เท่ากับว่าเป็นการบิดเบือนหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

เช่น กรณี พธม.ขับไล่ รัฐบาลของ นายกฯสมัคร ที่ชนะการเลือกตั้งมาตามกรอบของรัฐธรมนูญ ตามหลักนิติรัฐ(ข้อ 1 ซึ่งฝ่ายนปช.ยอมรับหากมันมีประโยชน์ต่อฝ่ายตน แม้อ้างตลอดเวลาว่า รธน.มาจากคณะรัฐประหารก็ตาม) ด้วยข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลสมัครเป็น นอมินี หรือร่างทรงของระบอบทักษิณ ทำให้ขาดความชอบธรรม(ข้อ 3)ในความเห็นของ พธม.  เท่ากับว่า พธม. เลือกหยิบปรัชญาบางข้อของ 3 ปรัชญาประชาธิปไตยมาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

เพราะหาก พธม.เคารพหลักนิติรัฐ  ก็ต้องหาช่องทางฟ้องร้องเอาผิดรัฐบาล(นับแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ไม่ปล่อยให้ยืดเยื้่อกระทั่งรัฐประหาร) และต้องไม่เลือกที่จะยึดทำเนียบ ฯลฯ เพราะสุดท้ายแล้วเราจะเห็นว่านายกฯสมัคร พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เกิดจากการใช้กำลังของ พธม.แต่อย่างใด แม้ในกรณีของนายกฯสมชายก็เช่นเดียวกัน คือต่อสู้กันตามหลักนิติรัฐได้

แต่ พธม.เลือกที่จะปิดถนน ยึดทำเนียบ สนามบิน ฯลฯ ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐ  เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก
เพราะมีวาระซ่อนเร้นอย่างใดอย่างหนึ่ง(เรื่องเส้น?)

ขณะที่ฟาก นปช. ก็อ้างเพียงแต่หลักการ(ข้อ 1 และข้อ 2) โดยละเลยไม่สนใจเรื่องคุณธรรมจริยธรรม(ข้อ 3) ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองมาก  อาจเพราะถือคติตามระบอบทักษิณว่า"โกงบ้างไม่เป็นไร ขอให้ทำงานดี" โดยปมที่ถูกกล่าวหาคือ ปัญหาคุณธรรมจริยธรรม ว่าด้วยการเลี่ยงภาษี การทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ)

การขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 ขั้วการเมืองนี้  ทำให้ประชาชนเ้จ้าของประเทศตกอยู่ในภาวะสับสนและลังเล..เลือกข้างไม่ถูกเป็นจำนวนมาก

บางคนชอบอุดมการณ์ พธม. แต่ไม่ชอบวิธีการต่อสู้  บางคนชอบ นปช. แต่ก็คลางแคลงใจว่าจะถูกช่วงใช้  
บางคนไม่ชอบ ปชป. จึงไม่ชอบ พธม.ตามไปด้วย บางคนไม่ชอบเฉลิมจึงไม่ชอบ นปช. บางคนไม่ชอบ พธม. จึงไม่ชอบ ปชป.ตามไปด้วย ฯลฯ 

สรุปคือว่า ประชาชนมองเห็นแต่ทาง 2 แพร่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยวาระทางการเมือง หรือโวหารของแต่ละ่ฝ่าย คือ ถูกล่อลวงหรือยัดเยียดให้ต้องเลือกข้างโดยอ้างหลักประชาธิิปไตย ทั้งที่จริงๆแล้วทางเลือกนั้นเป็นทาง 3 แพร่ง คือ เพราะ 2 ทางแรกนั้นถูกบิดเบือน และเป็นเพียงมายาของประชาธิปไตยเท่านั้นเอง

เพราะทางออกจริงๆนั้น ต้องครบหลัก 3 ประการ ตามหลัก 3 ปรัชญาประชาธิปไตย จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั่นเอง

ปัญหาการเมือง 2 ขั้ว บนกรอบ"สองนครา สามปรัชญาประชาธิปไตย" จะยังคงตามหลอกหลอนเราไปอีกนาน ตราบเท่าที่ประชาชนมองเห็น หรือเสพความจริงบางส่วนตามที่ถูกผลิตออกมา  เพื่อเสี้ยมให้ประชาชน...ชนกัน จากนั้นเขาก็นับศพ แล้วปักธงประกาศชัยชนะบนซากศพเหล่านั้น

หน้าที่มนุษยชน กับ บทเรียนจากเอดส์

"สถานการณ์เอดส์โลกยังไม่ได้ลดความรุนแรงลงเลยนะคะ เพราะจากรายงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่าในปี 2005 ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นทั่วโลกถึงเกือบ 5 ล้านคนทำให้ในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วโลกกว่า 40 ล้านคน และในปีดังกล่าวก็มีประชากรที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ถึง 3.1 ล้านคนซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 570,000 คน นับเป็นจำนวนที่สูงมากทีเดียวนะคะ สถิติที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้หญิงทั่วโลกติดเอดส์เพิ่มขึ้นจำนวนมากเช่นกัน โดยในปีที่ผ่านมาพบว่ามีผู้หญิงทั่วโลกที่ติดเชื้อเอดส์สูงถึง 17.5 ล้านคน ที่สำคัญคือเป็นหญิงมีครรภ์จำนวนมากด้วย ทั้งนี้ จากรายงานดังกล่าวยังระบุว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ทั่วโลกนั้น ส่วนใหญ่เป็นประชากรในภูมิภาคซับ-ซาฮารา ทวีปอัฟริกา โดยในภูมิภาคนี้มีผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวน 25.8 ล้านคน หรือ 64 % ของทั้งหมด ที่สำคัญคือในกลุ่มประเทศซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอัฟริกานั้น มีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ในอัตราสูงกว่า 30 % และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย จึงเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าในอนาคตต้องมีเด็กที่ติดเชื้อเอดส์อีกจำนวนมาก โดยที่พวกเขามิได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรจากสิ่งที่พ่อแม่ได้กระทำไว้เลย เนื่องจากมีผู้หญิงจำนวนมากมายที่ต้องติดเชื้อจากสามีที่ไปเที่ยวโสเภณี และเมื่อตนเองติดเชื้อแล้ว ภายหลังเมื่อตั้งครรภ์ก็ส่งผ่านเชื้อนั้นไปยังลูกในครรภ์ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง"(ธัญญลักษณ์ เหล็กพิมาย)

กรณีการระบาดของไข้หวัดนก ซาร์ sars ทั่วโลกมีการตื่นตัวในการคัดกรองนักเดินทาง การอนุญาตให้เดินทางออกนอกหรือเข้าประเทศเป็นเรื่องใหญ่ ฯลฯ

ขณะที่เอดส์ในยุคเริ่มแรก กลับได้รับการปฏิบัติต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างน้อยในยุคแรกสุด ที่พบคนเป็นเอดส์ไม่ถึง 10 คน ประเทศต่างๆทั่วโลกกลับให้ "สิทธิเสรีภาพ"ในการเดินทางข้ามประเทศอย่างเสรี  ทั้งที่เสรีภาพอันนั้นกำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิพลเมืองของประเทศต่างๆ ก็ตัวเลขผู้ป่วยโรคเอดส์ 40 ล้านคน เป็นพยานหลักฐานถึงภัยคุกคามที่มิได้ป้องกันอย่างเพียงพอมิใช่หรือ?

ความจริงแม้ ประเทศต่างๆไม่ใช้ สิทธิป้องกันตนเอง คือ ห้ามมิให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เข้าประเทศ แ่ต่หากผู้ป่วยโรคเอดส์มีจิตสำนึกด้วยตนเองว่า ตนเองในฐานะเป็นมนุษย์ แม้เดินทางไปประเทศต่างๆได้ก็ไม่ควร "สมสู่" ให้โรคเอดส์แำพร่ระบาด ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น หากพวกเขาเหล่านั้นคือมี"สำนึก"ในหน้าที่ หรือพันธะกรณีที่ตนเองมีต่อเพื่อนมนุษย์ ที่เรียกว่า "หน้าที่มนุษยชน"  คือ การป้องกันหรือปกป้องสิทธิในชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์คนอื่นๆ ด้วยการริเริ่มจำกัดสิทธิเสรีภาพบางประการของตนเอง..อย่างนี้ชื่อว่าเขาเหล่านั้นเป็น"มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่" ควรค่าแก่การเคารพ เทอดทูน แม้ป่วยเป็นเอดส์ แต่ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่และผู้เสียสละ เป็น "วีรบุรุษ" เป็น "วีรสตรี"ของ "มนุษย์โลก"

และมนุษย์โลกก็คงชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละเหล่านั้น  รวมถึงยินดีจ่ายเงินสนับสนุนเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้นมีคุณภาพสูงที่สุด เท่าที่คนป่วยจะมีได้

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสถานการณ์เอดส์ลุกลามเกินเยียวยาแล้ว  และ เราย้อนเวลากลับไปป้องกันไม่ได้ แต่ปัญหาการระบาดของเอดส์ก็ยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็น อุทธาหรณ์ สำหรับการป้องกันเหตุร้ายในอนาคต  ซึ่งอาจเป็นโรคร้ายแรงกว่า...เอดส์  

ก็ถือเสียว่าแนวคิด "หน้าที่มนุษยชน"จะเป็นคำแรกๆที่เราระลึกถึง หากเป็นทางออกสุดท้ายที่เรา"จำเป็นต้องเลือก"ในการป้องกันหรือแก้ปัญหาร้ายแรงบางประการในอนาคต

พูดก็พูดเถอะ ใครที่สอนเรื่องสิทธิและเสรีภาพ มักเป็นที่ชื่นชอบของฝูงชน เพราะเป็นเรื่องของ "การรับ"และได้ คือ ได้ประโยชน์ ดังนั้นคนที่พูดหรือสอนเรื่องเหล่านี้ จึงได้ดี มีหน้ามีหน้าในสังคมไปแล้วหลายคน

แต่ในเรื่องหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอดทน และเป็นเรื่องของ"การจ่าย"ออกไป  คนหมู่มากย่อมไม่ชอบ และคนสอนเรื่องเหล่านี้กลายเป็นคนที่น่าเบื่อ...ไม่มีใครอยากฟัง เพราะมีแต่ข้อเรียกร้องเอาจากทุกคน ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนเป็นประเภทพี่นี้มีแต่ให้  แต่สุดท้ายแล้วคนป่วย 40 ล้านคน เป็นผู้รับเคราะห์กรรมที่สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ ก็เลยไม่รู้ว่า นักสิทธิมนุษยชน คือ นักบุญคนบาป หรือไม่?

ดังนั้น ใครควรน่าบูชากว่ากัน ระหว่างคนป้องกันปัญหา กับ คนที่ตามแก้ปัญหา

แถมท้าย(เพิ่งค้นพบข้อมูล)
ประชาธิปไตย”  เบื้องต้นสำหรับสามัญชน โดย ปรีดี พนมยงค์
ความหมายของคำว่า  “ประชาธิปไตย” คำว่า  “ประชาธิปไตย”  ประกอบด้วยคำว่า  “ประชา”  หมายถึงหมู่คนคือปวงชน  กับคำว่า  ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่ คำว่า  “ประชาธิปไตย”  จึงหมายถึง  “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”

ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า  “ประชาธิปไตย”  ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี    “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน”  อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์  คือ  สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่  มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม  ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น  “สามัญชน”  ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว  สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส  หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ  “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย  ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว  โดยไม่มีหน้าที่มนุษยชนแบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สัมภเวสี และภพ

ฮือฮาข่าวถ่ายภาพติดวิญญาณ  มีปรากฏรายละเอียดในข่าวสดดังนี้

ผู้สื่อข่าวติดตามจนพบตัวผู้ถ่ายภาพ คือ นายสุชาติ เข็มทอง อายุ 35 ปี เป็นช่างสัก อยู่บ้านเลขที่ 65/76 หมู่บ้านธารทองวิลล่า ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก หมู่ 1 ต.วิชิต โดยนายสุชาติกล่าวว่า ใช้มือถือยี่ห้อโนเกีย 2630 ถ่ายไว้ก่อนปีใหม่ 2-3 วัน วันนั้นตนนั่งรถไปกับเพื่อนคันที่พุ่งชนเข้าไปในร้านอาหารอิสลามอดัม เมื่อรถเสียหลักพุ่งชนเข้าไปในร้านและพลิกหงายท้อง ตนไม่เป็นอะไร คลานออกมาจากรถแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพไว้ 1 รูป โดยไม่สนใจอะไร เพราะต้องรีบนำเพื่อนซึ่งเป็นคนขับไปส่งโรงพยาบาล

"รุ่งขึ้นอีกวันผมนำมือถือมาดู ถึงกับตกใจเพราะมีภาพคนสวมชุดโบราณโผล่ขึ้นมากลางภาพ ทั้งที่ตอนถ่ายไม่มีใครเดินผ่านเลย ส่วนตัวแล้วผมไม่อยากให้มองเป็นเรื่องภูติผีวิญญาณอะไร แต่เพื่อนๆ ที่ทราบข่าวมาดูต่างก็ลงความเห็นและเชื่อว่าเป็นภาพวิญญาณ ขอให้ผมส่งภาพไปให้ทางโทร.มือถือหลายราย แต่ผมก็มานึกในแง่ดีว่าหากเป็นภาพวิญญาณจริงเขาคงมาในลักษณะช่วยเหลือพวกผม เพราะอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียหลักชนเข้าไปในร้านจนสภาพรถพังยับเยิน แต่ผมไม่เป็นอะไร เพื่อนที่เป็นคนขับก็บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ผมขอยืนยันว่าไม่มีการตกแต่งภาพถ่ายใดๆ ทั้งสิ้น"นายสุชาติกล่าว

นายแดง เกสโร ชาวบ้าน ซึ่งมาร่วมในพิธีทำบุญ กล่าวว่า เมื่อดูภาพถ่ายแล้วเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายวิญญาณร้อยเปอร์เซ็นต์  ภาพที่ปรากฏเป็นภาพคนอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป แต่งกายคล้ายคนโบราณ เชื่อว่าเป็นวิญญาณที่ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ จึงมาปรากฏให้เห็นเพื่อขอส่วนบุญ ท่านจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนเชื่อเป็นภาพถ่ายวิญญาณแน่นอน...

หากยืนยันว่า เป็นภาพถ่ายออริจินัลจากกล้องมือถือ ฟันธงคำตอบเลยว่า สิ่งที่ปรากฏในภาพถ่ายนี้คือ สัมภเวสี  ซึงหมายถึง ผู้แสวงหาภพ? (แต่หากฟันธงผิด หมอลักษณ์ต้องรับผิดชอบ อ้าว)
ภพ โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์ มี ๓ คือ
       ๑. กามภพ ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ
       ๒. รูปภพ ภพของผู้เข้าถึงรูปฌาน
       ๓. อรูปภพ ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน

โดยองค์ความรู้ในพุทธธรรม จำแนกภพออกเป็น 31 ภพ มี สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน และมนุษย์รวมเป็น 5 ภพ ภพในสวรรค์อีก 6 ภพ พรหมโลกแบบรูปพรหมอีก 16 ภพ(รวมสุทธาวาสในนี้ด้วย) และ พรหมโลกแบบอรูปพรหมอีก 4 ภพ รวมทั้งหมดครบ 31 ภพ

นั่นคือว่า ปราฏการณ์เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับเปรต สัตว์นรก สัมภเวสี ฯลฯ รวมถึงเทวดา พระพรหม ฯลฯ พุทธรรมมีคำอธิบายละเอียดที่สุดเท่าที่ศาสนาบนโลกนี้จะกล่าวถึงได้..เพราะเป็นองค์ความรู้แบบรู้แจ้งที่เกิดจากโพธิญาณนั่นแล

แถมเกร็ดความรู้จากเกจิอาจารย์

เดินเข้ามาดูบนดินแดนของมนุษย์ ภาพข้างหน้าเกลื่อนกล่นไปด้วยผี บรรดาผีทั้งหลายนี่เราเรียกกันว่า
อสุรกายบ้าง สัมภเวสีบ้าง...เอาละ  บรรดาท่านพุทธบริษัท  เรื่องนี้รับฟังไว้แล้วก็ควรจะฟังต่อสักนิดว่า  ถ้าญาติของเราตาย  ตายด้วยอำนาจของสัมภเวสี  คือไม่สิ้นอายุ  ฟ้าผ่าตาย  สุนัขกัดตาย  มดกัดตาย ยุงกัดตาย  คลอดบุตรตาย  ถูกฆ่าตาย  ถูกยิงตาย  รถชนตาย  แต่ก็ไม่แน่นักนะ  บรรดาพวกนี้ถึงอายุขัยก็มี แต่เผื่อเหนี่ยวไว้ก่อน สมมุติว่าเขาเป็นสัมภเวสี พอตายไปแล้วไม่ต้องทำบุญมาก ทำบุญให้ได้บุญชัดๆ หาอาหารชนิดที่ไม่มีบาป เอาผ้าไตรมา ๑ ไตร เอาพระพุทธรูปมา ๑ องค์ นิมนต์พระมารับสังฆทานที่บ้าน ทำเงียบๆ อย่าให้มีเหล้ายาปลาปิ้ง อย่าทุบแม้แต่ไข่สักหนึ่งฟอง เมื่อทำบุญเสร็จ อุทิศส่วนกุศลให้เฉพาะคนที่ตาย ไม่ให้ใครทั้งหมด ถ้าทำอย่างนี้ละท่านพวกนี้จะมีความสุข ได้รับผลบุญทันที มีความผ่องใส มีความอิ่มเอิบเมื่อเข้าถึงอายุขัย เมื่อใดก็เป็นอันว่าพวกนี้จะไปถึงด้านของสวรรค์ก่อน..
 
พวกนี้-สัมภเวสี-ตายแล้ว...บุญที่ทำไว้ยังไม่ให้ผล หรือว่าบาปที่เขาทำยังไม่ให้ผล ...มีสภาพเหมือนกับคนออกจากบ้านนี้แล้วเข้าบ้านโน้นไม่ได้ จะกลับเข้าบ้านนี้ก็ไม่ได้ เดินไปเดินมาไม่ใช่ว่าแบบหนุ่มเจ้าสำราญนะ เดินแบบลำบาก หาอะไรกินไม่ได้ ผีประเภทนี้เราเรียกกันว่าสัมภเวสี แปลว่าพวกแสวงหาที่เกิด หมายความว่าแสวงหาที่อยู่แน่นอน บรรดาคนที่ตายในสภาพนี้ ที่บรรดาหมอผีทั้งหลายชอบเรียกเอาไปเลี้ยงก็เพราะว่าเขาเป็นคนหิว เขาไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาหารเป็นเครื่องบริโภค ในเมื่อสภาพของเขาเป็นคนหิวแบบนี้แล้วใครชวนก็ไป ก็แบบเดียวกับเรา เราก็เหมือนกัน เมื่อที่อยู่ไม่มี ใครชวนไปอยู่ด้วยก็ไป ไปทำไม? ไปเพื่อประทังชีวิตให้มีความสุข พวกนี้ต้องการเครื่องเซ่นสรวงบูชา แล้วสำหรับคนที่ตายประเภทนี้ ที่หมอเขาบอกว่าสะเดาะเคราะห์ได้จะไม่ตาย นี่เป็นความจริงเพราะว่ากรรมที่กระทำให้พวกเขาตาย เรียกว่าอุปฆาตกรรม กรรมเข้ามาตัดรอนในระหว่างอายุขัย ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะต้องตาย แต่ถ้าหากว่า เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเป็นการชดเชยกับความชั่วที่จะเข้ามาริดรอนเสียได้ อายุเข้าก็จะยืนต่อไป ที่เรียกกันว่าการต่ออายุ แต่ทว่าการต่ออายุนี่ต้องระวังนะ ส่วนใหญ่ที่เคยได้ฟังมา มันเป็นการต่ออายุหมอไป หมอที่ทำพิธีน่ะ ได้รับการต่ออายุหมดเคราะห์ แต่ว่าคนที่เข้าไปสะเดาะเคราะห์กลับเพิ่มเคราะห์เข้ามาอีก ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะเชื่อหมอนี่ หมอบอกว่า ถ้าไม่ทำละก้อ ต้องตายเมื่อนั้นเมื่อนี่ ถ้าทำเสียแล้วจะมีความดี หมอก็ตั้งราคาไว้สูง จะต้องหาเงินให้หมดเป็นพันเป็นหมื่น พิธีกรรมก็มากมายถ้าทำไปแล้ว ถ้าไม่ถูกพิธีกรรม การสะเดาะเคราะห์นั้นไม่มีผล แต่เราต้องเสียสตางค์ เราเสียสตางค์ก็ชื่อว่าเพิ่มเคราะห์เข้ามา สำหรับหมอ หมดเคราะห์ไป เราเสียไปให้พันบาท เรื่องการสะเดาะเคราะห์ คือเป็นการต่ออายุ แบบนี้ระวัง ระวังต้องให้พอเหมาะพอดีกับกฎของกรรม ถ้าจะทำกันให้ถูกจริงๆ ละก็ ไปหาพระที่ท่านได้ทิพยจักขุญาณ หรือว่าอตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ความจริงมันก็ไม่ต่างกัน ได้ทิพยจักขุญาณอย่างเดียวเท่านั้นเหละมันก็ได้ทั้งหมด อ้างในhttp://www.palungjit.com/smati/books/index.php?cat=129

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เพลง กับ ปาฏิหาริย์รักต่างสถาบัน

ผมเคยไปจุฬาฯ แต่ก็ไม่กี่ครั้ง ราวๆ 3-4  ครั้งนี่แหละ
เวลาไปเยือนรั้วจามจุรี ผมรู้สึกดี และภูมิใจที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนที่เก่งที่สุดของประเทศมารวมกันมากที่สุดของประเทศ

ผมไม่ได้เรียนจุฬาฯ แต่ก็พอมีเพื่อนๆและญาิติเรียนอยู่ที่รั้วสีชมพูอันทรงเกียรติแห่งนี้  ดังนั้นผมจึงไม่ได้รู้สึกอคติกับจุฬาอย่างที่หลายๆคนเป็น

ผมร้องเพลงของชาวสามย่านได้หลายเพลง  หลักๆก็มีเพลงพระราชนิพนธ์มหาจุฬาลงกรณ์  เดินจุฬา กับ บูมบาก้า เพราะเป็นเพลงบังคับที่นักศึกษาทุกคนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องร้องเพลงเหล่านี้ได้

ยิ่งกว่านั้นผมชื่นชอบเพลง "จามจุรีศรีจุฬา"มาก ฟังทีไรก็ชอบ แม้เป็นเพลงช้าๆ ซึ้งๆแต่สุดแสนกินใจ

เนื้อเพลงดังกล่าว พูดถึงสิ่งสำคัญบางประการที่ชาวจุฬาฯต้องมี คือ "ยาง" ซึ่งความหมายโดยรวมคือ "ยางอาย" มีเกียรติศักดิ์ศรีในตนเอง "ยางจามจุรีเตือนใจ"ให้ระลึกถึงเกียรติภูมิจุฬา

ผมรักจุฬา เพราะ เพลงจามจุรีศรีจุฬา เป็นสื่อใยไมตรีให้ผมรู้สึกนึกรักจุฬา เป็นปาฏิหาริย์รักต่างสถาบันที่ อุเทนถวาย-ปทุมวัน ควรมี และต้องมี

ใช่ว่าต่างสถาบันแล้วจะต้องแข่ง และฟาดฟันกันแบบพวก"เกรียน"




ชั่วดินฟ้า งานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสจร์ จุฬา -

สิทธิที่ได้มา กับหน้าที่อันไม่สมบูรณ์

ข่าวร้ายในรอบปี...เมื่อพ่อบังเกิดเกล้ากระโดดถีบลูกสาววัย 6 ขวบ อวัยวะภายในบอบช้ำและกรามหัก และถึงแก่ชีวิตในที่สุด

โดยบิดาผู้ก่อเหตุ วัย 31 ปี ให้การรับสารภาพว่า"ลูกสาวกินไอติมแล้วหกเลอะในบ้านและยังอาเจียนเลอะบนพื้นอีก จึงให้ไปล้างปากในห้องน้ำ เมื่อลูกสาวออกจากห้องน้ำมา จึงบันดาลโทสะกระโดดถีบที่ท้องของลูกสาว จนกระเด็นไปติดข้างฝาผนังปูนบ้าน แล้วตบอย่างแรงจนลูกสาวล้มลงไปที่พื้นแล้วแน่นิ่งไป แต่ไม่คิดว่าลูกสาวจะเสียชีวิตครั้งนี้ เมื่อลูกสาวแน่นิ่งไปนานกว่า 20 นาที ไม่ลุกขึ้นมา" (ข่าวสด)

เศร้าใจ อนาถใจจริงๆ

พิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าพ่อรายนี้มีลูกขณะที่มีอายุ 25 ปี ซึ่งนับว่าพอเหมาะสม ดีกว่าหลายๆพ่อที่มีลูกคนแรกตอนอายุ 18 ปี เพราะหากลูกอายุ 6 ขวบพ่อมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้นเอง
พิจารณาจากอายุแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะวู่วาม อารมณ์ร้อน กระทั่งก่อเหตุร้ายได้ แต่เมื่อพิจารณาจากหน้าตา ราศี และการที่เมียตีจากโดยกลายๆแล้ว น่าสงสัยว่าเคยมีประวัติซ้อมเมียมาก่อน...ไม่อย่างนั้นคนเราจะไม่เคยชินกับกับใช้ความรุนแรง ดังนั้นการที่อ้างว่าเครียด เพราะเมียตีห่างอาจเป็นเพระเคยเมียเคยโดนซ้อมมาก่อน..เป็นการสัณนิษฐานที่มีเหตุผล

อย่างไรก็ตาม การที่เขามี"สิทธิ"ในการเีลี้ยงดูเด็ก เพราะเห็นว่าเขาเป็น "พ่อ"โดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ 

บ่อยครั้งที่พ่อหรือแม่ไม่มีสิทธิในการเลี้ยงดูลูก เพราะอาจถูกศาลสั่งห้าม อาจเนื่องจากติดยาเสพติด ก่ออาชญากรรมเนือง หรือ ติดการพนันอย่างรุนแรง ฯลฯ

ดังนั้นการที่ผู้ก่อเหตุมี"สิทธิ"ในตัวเด็ก อาจเป็นสิทธิที่เขาไม่อยากมี ไม่เต็มใจรับ เพราะมองว่าก่อให้เกิดภาระ"หน้าที่"ในการเลี้ยงดู   ผู้ก่อเหตุไม่พร้อมจะทำหน้าที่ แต่สิทธินั้นก็ลอยมาและสำเร็จผ่านกระบวนการตามธรรมชาติ คือ คนเราสมสู่กัน จากนั้นก็ท้อง และมีุบุตร

ความจริงการมีสิทธิ หรือสิทธิที่ได้มาแบบ"ไม่เจตนา" กับ หน้าที่"ไม่อยากมี" เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน  เพราะมีพ่อแม่จำนวนมากที่มีสิทธิในตัวเด็ก  แต่ไม่อาจทำหน้าที่อบรม เลี้ยงดูให้"มาตรฐาน"ได้  

กรณีพ่อโหดรายนี้ ก็เป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่า การมีครอบครัวและบุตร ควรมีความพร้อมให้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องมาอ้างเรื่อง ไม่มีเวลา หรือว่ายากจน เพราะการศึกษาน้อยกันอีกต่อไป

เราต้องมาทบทวนกันว่า การแต่งงานและการมีบุตรเป็นแค่เรื่องของสิทธิส่วนบุคคล หรือว่า มันเป็นเรื่องของหน้าที่ เป็นพันธะกรณีต่อลูกและสังคม เพราะหากทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูดี ก็เท่ากับว่าเขามีสิทธิในตัวเด็กเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่กระดากใจที่จะกล่าวว่า ตนเองเป็นพ่อผู้ประเสริฐ เป็นพรหม  เป็นอรหันต์ของลูก แต่หากทำในสิ่งตรงข้าม อย่าว่าแต่เป็นมนุษย์เลย แม้แต่พ่อแม่สัตว์เดรัจฉานอย่างช้าง หรือลิง เขาก็ยังด้อยค่าเกินกว่าจะนำไปเปรียบเทียบได้

เพราะคุณค่าต่้างๆเหล่านั้นได้มาเพราะการทำหน้าที่ ไม่ใช่ว่าจะได้มาแบบอัตโนมัติพลันที่มีลูก
นั่นคือว่า ตราบที่เขายังทำหน้าที่อยู่ เขาก็มีสิทธิในตัวเด็ก

ถ้าอย่างนั้นหน้าที่มนุษยชน ก็คือ แหล่งที่มาของสิทธิ หรือว่าสิทธิ ก่อให้เกิดหน้าที่กันแน่?
นั่นคือ ทำหน้าที่สมบูรณ์ จึงมีสิทธิในตัวเด็ก 
หรือว่า จริงๆแล้วก็คือว่า เขามีสิทธิในตัวเด็กในฐานะพ่อแม่  ก่อให้เกิดหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเด็ก เช่น สิทธิในการได้รับอาหารที่ดีมีคุณค่า สิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ ฯลฯ

แต่...ไม่ว่าเป็นความสัมพันธ์อย่างแรก หรืออย่างหลัง สังคมมนุษย์ควรให้น้ำหนักเรื่อง หน้าที่มนุษยชน ให้
มากกว่านี้  ให้ความสำคัญมากกว่านี้ อย่างน้อยๆก็ให้น้ำหนักเท่ากับสิทธิเสรีภาพ ที่บัดนี้กำลังแพร่ระบาดและล้นเกิน

เพราะหาไม่แล้วเรือที่บรรทุกน้ำหนักเพียงด้านเดียว เพียงลมเบาๆ และคลื่นเล็กๆ ก็สามารถทำให้มันอับปางและจมลงทะเลในที่สุด

ขอให้  ด.ญ.เพ็ญพิกุล คงคาศรี ไปสู่สุคติด้วยเถิด  เกิดใหม่ชาติหน้าและชาติต่อไป ขออย่าได้พบพ่อที่ใจร้ายแบบนี้อีก

ปล.ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ นับแต่วันแรกที่ค้นพบบนโลก หากคนนั้นซึ่งมีไม่เกิน 5 คน ยินยอมเสียสละและทำหน้าที่มนุษยชน ยินยอมกักบริเวณตนเองหรือ ไม่สมสู่  วันนี้โลกคงไม่มีคนป่วย หรือตายเป็นโรคเอดส์นับล้านคนทั่วไป..หน้าที่มนุษยชน สำนึกรวมหมู่เพื่อส่วนรวม เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเกียรติที่สูงส่งที่เขาควรได้รับ

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดวงดี กำลังใจดี

"ท่านมีความสุขมาก ได้เงินสดมากเป็นพิเศษ ได้เพชรก็เม็ดใหญ่น้ำงามตามที่เคยใฝ่ฝัน มีแฟนก็รูปโฉมและคุณสมบัติต้องตามความนิยมทุกอย่าง ศุกร์เป็นมหาอุจ คนแก่จะได้แฟนวัยรุ่น"ข่าวสด  

วันนี้อ่านข่าวสดออนไลน์  เลยแว่บไปดูดวงเสียหน่อย 
โอ..ว้าว ดวงดีมากๆ อะไรจะดีปานนั้น ดวงดีที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในชีวิต

เพราะสังเกตมาหลายวันแล้วว่า ทำไมช่วงนี้จึงพยากรณ์ว่าดวงดีมาก เพราะมีการอ้างอิงหลักการว่า
"ศุกร์เป็นมหาอุจ" ก็คือ ดาวแห่งความรักจรัสแสงที่สุด คงประมาณนั้นแหละ หุหุ (ไว้เป็นพ่อหมอก่อนจะดูดวงเองดีกว่า)

อ้อ กำลังรอดูผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรคสุดท้าย "คนแก่จะได้แฟนวัยรุ่น" จริง หรือ มั่ว เดี๋ยวก็รู้
วุ้ย อยากรู้ผลเร็วๆ 

ถือเสียว่าเป็นการทดสอบตำราพยากรณ์ ทดสอบฝีมือพ่อหมอว่าแตกฉานมากน้อยแค่ไหน พิสูจน์ทราบว่าสถิติตามตำรามีความเป็นคณิตศาสตร์ หรือความเป็นวิทยาศาสตร์สักกี่มากน้อย

ในระหว่างที่รอพิสูจน์ทราบนี้ พยากรณ์ดี...ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว หุหุ

ปล. แต่ผมเชื่อและศรัทธาในหลักแห่งกรรมที่ว่า "ทำได้ ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว"/อยากได้ ก็ลงมือทำ/ใครกิน คนนั้นอิ่ม/ใครหายใจ คนนั้นรอด

มหัศจรรย์ความบังเอิญ เรื่องร้ายกลายเป็นดี

หลายวันมานี้ ผมมาทบทวนดูความบังเอิญเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ
มันเริ่มจากความไม่ดี แต่บทสรุปกลับเป็นเรื่องดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องคือว่า ปั๊มน้ำสำหรับใช้รดน้ำผัก และต้นไม้เกิดเสีย ใช้การไม่ได้  เพราะตัวปั๊มไม่ทำงานเนื่องจากหมดอายุการใช้งานแล้ว  ผมจึงไปหาซื้อปั๊มแบบชักตัวใหม่  จากนั้นก็นำมาประกอบใช้กับมอเตอร์อันเก่า เพียงเท่านี้ก็ใช้การได้แล้ว 

จากนั้นผมก็เร่งทำหลังคาให้้ปั๊มน้ำแบบลวกๆ เพราะยังไม่มีเวลาทำแบบของจริง นั่นคือนำเอากระสอบและพลาสติกมาคลุมปิดทัีบไว้   ซึ่งก็พอปิดบังแดดได้ดีเป็นที่น่าพอใจ  แต่ตั้งใจว่าหากมีเวลาก็จะทำหลังคาแบบตัวจริงในภายหลัง 

ขณะเดียวกันผมก็เห็นว่าเบรกเกอร์สำหรับเปิดปิดมันทำงานจ่ายไฟติดๆดับๆ  ก็เลยจัดหามาเปลี่ยนใหม่เสียด้วยเลย  แต่จากการพูดคุยกับพี่ก็ได้ข้อสรุปว่า เปลี่ยนไปใช้สะพานไฟก็ได้เหมือนกัน  ผมจึงไปหาซื้อสะพานไฟมาจากร้านแถวบ้าน  เป็นสะพานไฟตราช้าง ราคา 100 บาท ถ้วน(แพง?) จากนั้นก็เร่งรีบติดตั้งสะพานไฟ โดยใช้สายไฟเดิมที่เคยใช้กับเบรกเกอร์ คือ เส้นไหนไฟเข้า ก็คงทิศทางเดิม ผมทำแบบแข่งกับเวลามากอยู่เหมือนกัน จากนั้นทดสอบดู ก็เป็นอันว่าผ่าน คือ ปั๊มน้ำทำงาน ก็เป็นอันใช้ได้

หลังจากนั้นราว 2 วัน พี่ก็บอกว่า ปั๊มน้ำใช้การไม่ได้ มีฟิวส์เปลี่ยนใหม?
ผมก็เลยไปตรวจตราดู  ก็เห็นว่าฟิวส์ขาด แต่พอดูในรายละเอียดก็พบว่า เกิดจากมอเตอร์หยุดหมุน เพราะมีกระสอบเข้าไปพันติดกับสายพาน ซึ่งน่าจะมาจากปัญหาสายพานที่ชำรุดแล้วมีเส้นด้ายหลุดร่อนออกมาบางส่วน  ผมจึงจัดการแกะกระสอบออก แล้วก็ย้อนมาดูที่ฟิวส์ใหม่ ซึ่งละลายขาดไปแล้วเ้ส้นหนึ่ง พอผมไปเอาฟิวส์มาเปลี่ยน ผมก็เริ่มแปลกใจ..

เฮ้ย ทำไมบ้านเรามี ลวดฟิวส์ 2 ม้วนว่ะ  พอดูให้ชัดๆขึ้น ก็พบว่าฟิวส์อันที่ขาดนั้นเป็นขดลวดบัดกรีต่างหาก ซึ่งการที่มันขาดง่ายอาจจะเป็นเพราะว่ามันมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าฟิวส์ทั่วไป(?) 

แต่ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนฟิวส์นั้น ก็เกิดอยากตรวจสอบรายละเอียดสะพานไฟ  ผมทดลองปล่อยไฟเข้ามา แล้วก็ตรวจทิศทางไฟใหม่..ให้ตายเถอะ  

ผมพบว่าสายไฟเข้าจากด้านล่างของสะพานไฟ ทั้งที่โดยหลักการแล้วไฟต้องเข้ามาจากด้านบนเท่านั้น เพราะสะพานไฟมีหน้าที่ตัดและปล่อยกระแสไฟฟ้า..ตายละหวา แล้วทำไมเผลอเรอต่อให้ไฟเข้าจากด้านล่างของสะพานไฟ...อันตรายจริงๆ

จากนั้นผมก็พยายามนึกตรองดูก็เห็นจริงว่า  เกิดจากการที่แต่เดิมนั้นผมต่อไฟเข้าเบรกเกอร์ โดยกำหนดให้ไฟเข้าจากด้านล่าง  ซึ่งพอโยกคันสวิทซ์ขึ้นบนแล้วไฟก็ครบวงจรทันที...แต่พอเปลี่ยนมาใช้สะพานไฟ โดยยังคงต่อไฟเหมือนเดิมทุกประการ จึงกลายเป็นเรื่องสะเพร่าที่ร้ายแรงมาก

เพราะเท่ากับว่าขณะที่ยกสะพานไฟลงมานั้น ระบบก็จะมีำไฟไหลไปจ่ออยู่ที่ตัวสะพานไฟตลอดเวลา และตัวสะพานไฟนั้นหากเรายกลงก็จะมีส่วนที่เปลือยอยู่...ดังนั้นหากใครเผลอเอามือไปแตะส่วนที่เปลือยนั้น เพราะนึกว่าสับสะพานไฟลงมาแล้ว หรือไปเปลี่ยนฟิวส์โดย...ไม่ตัดกระแสไฟฟ้า ก็จะเป็นอันตรายมาก

เรื่องราวร้ายๆที่เกิดขึ้นแบบบังเอิญ 3 เหตุการณ์ ที่ซ้อนตามหลังกันมานี้ คือ สายพานที่ชำรุดมีเ้ส้นด้ายหลุดออกมา  นำไปสู่กระสอบเ้ข้าไปติดในตัวมอเตอร์ทำให้มันหยุดหมุน จากปัญหานี้ทำให้ฟิวส์ขาดง่าย(เพราะเป็นลวดบัดกรี?)  

ถ้าหากว่าสายพานไม่ชำรุด  กระสอบไม่เข้าไปในมอเตอร์  หากฟิวส์ไม่ขาด  ผลร้ายที่น่ากลัวคือว่าขณะสับสวิทซ์ลงนั้น  เท่ากับว่าไฟยังไปเลี้ยงส่วนที่เปลือยนั้น หากมีใครซื่อโดยสุจริตใจว่าปลอดภัยโดยหลักการหรือเกิดเผลอเรอไปจับหรือไปเปลี่ยนฟิวส์โดยเชื่อว่าปลอดภัยเพราะสับสวิทซ์ลงมาแล้ว  เขาก็อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูดได้...

ขอบคุณพี่ ที่ไม่พยายามเปลี่ยนฟิวส์ด้วยตัวเอง  เพราะนึกว่าผมทำเป็นคนเดียว  ขอบคุณที่สายพานเก่าชำรุด  ขอบคุณที่กระสอบหลุดเข้าไปในมอเตอร์ (เพราะสายพานชำรุดหรือแรงลมพัดก็ตาม) ขอบคุณที่ลวดบัดกรีขาดละลายง่าย(หากเป็นฟิวส์ทั่วไปจะขาดไหม?) เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบต่อเนื่องกันภายใน 2-3 วันมานี้ ทำให้ผมพบความผิดพลาดทั้งหมดได้ทันเวลา 

เพราะหาไม่แล้ว อาจต้องมีคนไปเปลี่ยนฟิวส์แบบสับสวิทซ์ลงเพียงอย่างเดียว หรือไม่ก็ต้องมีคนไปเผลอจับตัวสวิทซ์ขณะมันอยู่ในตำแหน่งที่ปกติคิดว่าปลอดภัย..ซึ่งมันสุดแสนจะอันตราย

ขอบคุณทุกความบังเอิญ.. ขอบคุณทุกสิ่งที่ไม่ดี ที่สุดท้ายแล้วกลับช่วยปกป้องคุ้มครองราวกับเป็นสัญญาณแจ้งเตือนป้องกันเหตุร้าย และคุ้มครองป้องกันให้คนที่เรารัก-แม่ และพี่-มีชีวิตที่ปลอดภัยอยู่กับเราต่อไปอีกแสนนาน

ขอบคุณแรงกรรม กรรมวิบาก และอำนาจที่มองไม่เห็นที่ช่วยเหลือปกป้องคุ้มภัย

ความเร่งรีบ เผลอเรอ และความสะเพร่า เป็นความประมาทอย่างยิ่ง  
ผมต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ความไม่ประมาท คือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุดในโลก จริงๆ

ปล. ความบังเอิญอย่างต่อเนื่องเป็นชุดนี้ ชวนให้ผมนึกอยากทำบุญ  สร้างกุศลกรรมให้มากที่สุด เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะกระทำได้

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จินตนาการ vs ประสบการณ์

ครั้งหนึ่ง ผมออกไปที่สวนเพื่อทำรั้วลวดหนาม วันนั้นออกไปคนเดียวเพราะว่าเป็นงานทั่วไปคือ ถางปรับพื้นที่เพื่อเตรียมแนวสำหรับขุดดินวางเสารั้่ว

แต่บังเอิญว่ามีอยู่จุดหนึ่ง(ซึ่งจำเป็นต้องขุดดินวางเสาลงที่ตำแหน่งนั้น) กลับมีท่อนตาลขนาดใหญ่วาง
อยู่ตามแนวขนานกับรั้ว มันเป็นท่อนตาลที่มีคนกลิ้งมาจากสวนฝั่งตรงข้ามนัยว่าปัดสวะให้พ้นตัวเอง(ให้รกพื้นที่คนอื่น) ซึ่งมันอาจเกิดจากเจตนาหรือไม่นั้นไม่สำคัญอีกต่อไป  เพราะบัดนี้ท่อนตาลขนาดเขื่องกำลังนอน ทอดตัวขวางแนวกำหนดทำรั้วของผมพอดี

ผมพยายามออกแรงผลักด้วยมือเปล่าก่อน เพื่อดูว่ามันหนักมากแค่ไหน พบว่ามันเขยื้อนไ้ด้น้อยมาก  จากนั้นก็กลิ้งกลับสู่ตำแหน่งเดิม  เพราะเหตุว่าพื้นที่ตรงจุดนั้นมันลาดเอียง  ทำให้มันไหลกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

จากนั้นผมก็พยายามใหม่... ด้วยการค่อยๆเขยื้อนให้มันเขยื้อนไปมา แล้วก็วางก้ิอนหินขวางทางเอาไว้ป้องกันไม่ให้มันไหลกลับ จากนั้นก็ออกแรงดันต่อ  มันก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีน้ำหนักมากเกินคนเดียวจะกลิ้งได้  ผมลองใหม่...หาไม้ขนาดพอเหมาะมือมางัด แล้ววางก้อนหินขวางไม่ให้ไหลย้อนกลับ แล้วใช้ไม้คานงัด ปรากฏว่าไม้หัก ต้องหาอันใหม่มาใช้งานแทน  ผลที่เกิดขึ้นคือมันเอียงกระเท่เร่  เพราะจุดที่งัดไม่ได้สมดุลของแรง มันจึงย้ายออกจากตำแหน่งเดิมเพียงส่วนที่ออกแรงงัดเท่านั้น 

แต่เวลาในตอนนั้นตกเย็นมากแล้ว  ผมต้องรีบกลับก่อนจะมืดค่ำ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้ จะมาย้ายมันใหม่ 
ผมจินตนาการวางแผนว่า มันต้องมีไม้คานงัด  ต้องมีไม้หมอนหรือก้อนหิน ต้องงัดที่จุดศูนย์กลางของแรง ฯลฯ ตามหลักการที่ควรจะเป็น ภายใต้เงื่อนไขว่าของเท่านี้ ทำเองคนเดียวก็ได้...เพราะพี่เก่ง และฉลาด
อิอิ

วันรุ่งขึ้นผมมาพร้อมกับชะแลง  และก้อนหินแถวๆนั้น ตามที่ได้จินตนาการวางแผนเอาไว้อย่างดิบดี
พอถึงเวลาผมก็เดินไปมาเพื่อสำรวจ รวมทั้งเตรียมพื้นที่ให้โล่งเตียนกว่าเิดิม  เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายและหนามของเถาวัลย์เกี่ยวขณะทำการงัด จากนั้นก็ขึ้นไปยืนบนท่อนตาลเพราะมันน่ายืนและน่านั่ง  และก่อนที่ผมจะลงมือเพื่องัดตามจินตนาการและแผน ผมเผลอทดลองใช้ชะแลงแทงลงไปตรงๆบนท่อนตาลนั้น เพราะแรงดลใจบางอย่าง ผลปรากฏว่ามันเปื่อยยุ่ยอย่างง่ายดาย แทงทีเดียวทะลุไปอีกด้านของมันอย่างง่ายดาย... อ้าว เฮ้ย แบบนี้ก็ง่ายดิว่ะ ...ผมนึกดีใจ  

จากนั้นก็ใช้ชะแลงแทงผ่าท่อนตาลนั้นให้เป็นซีกเล็กๆ  โอ มันง่ายขนาดนี้เลยหรือ
วันนั้น ผมไม่ได้ใช้แผนการที่คิดจินตนาการมาเลย  อย่างเดียวที่มีประโยชน์ที่สุดตามแผนคือ ชะแลง

บทเรียนครั้งนี้ สอนให้ผมรู้ว่า บางครั้งความละเอียดรอบคอบในการ "สำรวจเป้าหมาย" เป็นเรื่อง "สำคัญที่สุด" เป็นสิ่งที่เราต้องทำความรู้จักมันโดยอาศัยการสังเกตรายละเอียด เพื่อทำความเข้าใจและรู้จักกับมันให้มากที่สุด คือเปลือกต้นตาลที่ดูแข็งแรง อาจล่อลวงให้เราคิดว่ามันแข็งไปหมดทั้งท่อน แต่ในความเป็นจริงนั้นเนื้อในเปื่อยยุ่ยมาก ในเรื่องนี้ผมพบว่าประสบการณ์สำคัญกว่าจินตนาการมาก

และเมื่อเราสำรวจโดยละเอียดที่สุดแล้ว เราก็สามารถจินตนาการและวางแผนจัดการมันอย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อย่างมีประิสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดได้...ไม่น่าเชื่อว่า คนเราจะตกม้าตาย เพราะมัวแต่จินตนาการวางแผนกับเรื่องที่แก้ปัญหาแบบง่ายๆ เพียงแค่แก่ประสบการณ์หรือช่างสังเกตสักหน่อย
(ก็คงทำนองว่า นักวิทยาศาสตร์นาซ่า ต้องกาีรทุ่มงบวิจัยเพื่อคิดค้นสร้าง ปากกาที่เขียนได้ในอวกาศ โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหมึกไหลย้อนในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงแล้วแม่บ้านคนหนึ่งก็โทรมาถามว่า "ดินสอ"ใช้ได้มะค่ะ)

วิพากษ์ : ประกันสังคม รัฐต้องจ่ายสมทบอีกต่อไป?

บทนำ

ระบบประกันสังคม เป็นระบบสวัสดิการทางสังคมประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นและแพร่หลายในประเทศต่างๆ รัฐบาลในแต่ละประเทศมีวิธีการจัดการกองทุนประกันสังคมแตกต่างกันคือ รัฐจ่ายเงินอุดหนุน กับรัฐไม่จ่ายเงินอุดหนุน

ประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ดำเนินงานด้วยการอุดหนุนระบบประกันสังคมมาแต่แรกเิริ่มการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคม โดยอัตราการอุดหนุนเป็นไปตามพระราชกฤษฎี

การประกันสังคมที่ประเทศต่าง ๆ ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีหลักการที่ไม่แตกต่างกัน 
เนื่องจากการประกันสังคมเป็นโครงการการบริหารทาง สังคมในระยะยาวอีกระบบหนึ่งที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดขึ้น ด้วยการให้ประชาชนผู้มีรายได้แต่ละคนได้มีส่วนช่วยตนเองหรือครอบครัว โดยร่วมกันเสี่ยงภัยหรือช่วยเหลือบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนซึ่งกันและกันระหว่างผู้มีรายได้ในสังคม ด้วยการออกเงินสมทบเข้ากองทุน เรียกว่า กองทุนประกันสังคม โดยมีนายจ้าง ลูกจ้างและในบางประเทศมีรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ด้วย กองทุนนี้จะจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ส่งเงินสมทบเมื่อเกิดความเดือนร้อน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ เป็นต้น ดังนั้นการประกันสังคมจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ยึดหลักการพึ่งตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของประชาชน โดยมีความมุ่งหมายที่จะเป็นหลักการพึ่งตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชน โดยมีความมุ่งหมายที่จะเป็น หลักประกัน และคุ้มครองความเป็นอยู่ของประชาชน ให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตแม้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องขาดแคลนรายได้ก็ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (1989) ได้กำหนดหลักการของการประกันสังคมของการประกันสังคม ไว้ดังนี้ 
1. การประกันสังคมจะมีการบริหารทางการเงินโดยวิธีการจัดเก็บเงินสมทบ ซึ่งโดยปกติมักมาจากการสมทบของนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งนี้รัฐจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินสมทบหรือเงินอุดหนุนอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ก็ได้ 
2. การเข้ามามีส่วนร่วมในการประกันสังคมนั้นจะเป็นลักษณะของการบังคับซึ่งมีข้อยกเว้นน้อยมาก 
3. เงินสมทบที่จ่ายมานั้นจะจัดตั้งเป็นกองทุนพิเศษ ซึ่งต้องนำไปจ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนตามที่กำหนด และนำไปใช้ในการบริหาร 
4. ส่วนเกินของเงินสมทบจะนำไปลงทุนเพื่อให้กองทุนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 
5. สิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนขึ้นอยู่กับการได้จ่ายเงินสมทบ ที่เป็นไปตามเงื่อนไข โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบความจำเป็น หรือการตรวจสอบรายได้แต่อย่าใด 
6. อัตราเงินสมทบและอัตราประโยชน์ทดแทนจะมีความสัมพันธ์กับรายได้ของผู้ประกันตน 
7. การประกันสังคมกรณีเจ็บป่วยจากการทำงานโดยทั่วไป จะมาจากการสนับสนุนทางการเงินจากนายจ้างแต่เพียงผู้เดียว โดยอาจมีรัฐช่วยจ่ายเงินอุดหนุน

จวบจนกระทั่งได้มีการผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 เป็นต้นมา ประเทศไทยจึงมีการประกันสังคมอย่างเต็มรูปแบบโดยลูกจ้างจะได้รับ ความคุ้มครองทั้งในเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย ทั้งนี้เนื่องและไม่เนื่องจากการทำงาน รวมไปถึงการคลอดบุตรสงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้เพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนและค่าบริหารงาน จะมาจากการจัดเก็บเงินสมทบที่นายจ้างลูกจ้าง และหรือรัฐบาลร่วมกันออก  ดังนั้นในการกำหนดโครงการหรือแผนการดำเนินงานประกันสังคมในทุกประเทศจึงมักจะคำนึงถึงฐานะการเงินของทุกฝ่ายว่าจะสามารถออก เงินสมทบ ได้โดย ไม่กระทบกระเทือนต่อฐานะการเงินและต้องไม่เป็นภาระต่อเงินงบประมาณของภาครัฐมากนัก

การอุดหนุนที่ผ่านมา

ผมเห็นด้วยในหลักการว่าระยะแีรกของการก่อร่างสร้างตนของกองทุนประกันสังคม  รัฐจำเป็นต้องให้เงินอุดหนุนไม่ว่าในรูปของเงินประเดิม งบประมาณสร้างสำนักงาน และจ่ายเงินสมทบร่วมกับกับฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างรวมเป็น 3 ฝ่าย ดังที่ปรากฏในระยะแรกของการดำเนินงานที่ผ่านมานับแต่ปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา

ดังที่ปรากฏใน พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา  ๔๖  "ให้รัฐบาล  นายจ้าง  และผู้ประกันตนตามมาตรา  ๓๓  ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย  กรณีทุพพลภาพ  กรณีตาย  และกรณีคลอดบุตร  ฝ่ายละเท่ากันตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง  แต่ต้องไม่เกินอัตราเงินสมทบท้ายพระราชบัญญัตินี้" ฯลฯ โดยอัตราที่กำหนดไว้คือ  อัตราเงินสมทบเป็นร้อยละของค่าจ้างของผู้ประกันตนคือไม่เกินร้อยละ  ๑.๕  ๓ และ ๕

แต่วันหนึ่งเมื่อสำนักงานประกันสังคมเข้มแข็ง  กองทุนฯมีกำไรสะสมจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ
กลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่มหึมาที่เข้มแข็งและดูแลตนเองได้ 
ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องทบทวน เพื่อยุติการอุดหนุน เพื่อนำเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปใช้เพื่อการอื่น หรือสมทบทุนกองทุนอื่นๆ ที่จะมีต่อไปในอนาคต

เพราะต้องไม่ลืมว่า  เงินภาษีจากคน 100 คน หากจัดสรรไปให้คน 99 คน ก็ยังเรียกได้ว่า "ไม่เป็นธรรม" ต่อคนอีก 1 คนที่ไม่ได้รับสิทธินั้น
เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัตินั้น คน 1 คนนั้นรอได้ เพราะตนเองไม่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือในกฎเกณฑ์ครั้งนั้น  แต่ในโอกาสต่อๆไป คน 1 คนนั้นก็อาจได้รับสิทธิประโยชน์จากการจัดสรรโดยอำนาจรัฐก็เป็นได้ นั่นคือว่า เป็นเรื่องของโอกาส การเรียกร้อง และการแบ่งปันช่วยเหลือกัน

การอุดหนุนในอนาคต

ดังนั้น  เมื่อถึงเวลาเหมาะสม  เช่น ในยุคปัจจุบันที่กองทุนประกันสังคมมีกองทุนกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าแข็งแกร่งมากเพียงพอแล้วรัฐก็ควรยุติให้เิงินอุดหนุน

เพราะำการจำเงินของทุกคนในแผ่นดินไปอุดหนุนคนกลุ่มหนึ่งแบบถาวร  ย่อมไม่เป็นธรรมกับคนส่วนที่เหลือ

แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พฤติการณ์แบบความเคยชิน "สิ่งที่ได้แล้วจะเคยชิน" เพราะคิดไปเองว่าเป็นสิทธิที่สมควรได้รับ  ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลใดๆคิดการจะเข้าไปขยับกองทุนประกันสังคมไม่ว่าในทางสร้างสรรค์หรือไม่  ก็จะมีกลุ่มผู้ออกมาต่อต้าน เพราะเห็นว่ากองทุนนั้นเป็นเิงินของตนเองฝ่ายเดียว?

ทั้งที่ในความเป็นจริง เงินในกองทุนประกันสังคมก็เป็น เงินจากภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศรวมอยู่ด้วย นับรวมกันแล้วนับแต่ปี 2533 ถึงปัจจุบันก็อาจมีมากถึงหลัก 100,000 ล้านบาท(โดยกะประมาณ แต่ตัวเลขแท้จริงหามาได้ในอนาคต)

ก็เงิน 100,000 ล้านบาทนั้นเป็นเงินของทุกคนในชาติ  การที่รัฐบาลจะเข้าไปจัดการกองทุนประกันสังคม ก็ย่อมมีสิทธิในฐานะถือหุ้น 1/3 ของกองทุน หรือแม้กระทั่งตรากฎหมาย เรียกเิงินสมทบคืนมาทั้งหมด ก็ยังกระทำได้  หากประชาชนเ้จ้าของประเทศเห็นว่ามีเหตุผลและเห็นดีเห็นงาม

เพราะเงินจำนวนเดียวกันนี้ หากรัฐบาลนำไปเป็นทุนประเดิมก่อตั้งกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนภาคเกษตรกร หรืออื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่คิดริเริ่มได้ เป็นต้น

สรุป

ประชาชนเ้จ้าของประเทศทุกคนต้องไม่ลืมว่า ประชาชนคือเจ้าของเงินภาษีอากร ที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแม้กระทั่งค่าไฟฟ้า ดังนั้นประชาชนเพียง 1 คน ก็มีสิทธิสงสัยและทวงถามความชอบธรรมของการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของรัฐบาลได้ เพราะรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน และกองทุนประกันสังคม ก็อยู่ในข่ายนั้น คือ ไม่พ้นข้อสังสัย และทวงถามความสมเหตุผลในการให้เงินอุดหนุนต่อไป